บิ๊กส่งออกแห่โชว์ออร์เดอร์นอก “โรงสี”หมดสิทธิ์ซื้อข้าวสต๊อกรัฐ

บิ๊กส่งออกแห่โชว์ออร์เดอร์นอก “โรงสี”หมดสิทธิ์ซื้อข้าวสต๊อกรัฐ

770_364_395313

updated: 03 ก.ค. 2559 เวลา 20:30:38 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2559 ได้จัดประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์การจำหน่ายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เห็นชอบให้ กรมเปิดจำหน่ายข้าวสารในสต๊อกของรัฐให้กับผู้ประกอบการในประเทศที่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ครั้งที่ 1/2559 ปริมาณ 2,177,805.109716 ตันซึ่งเป็นข้าว 17 ชนิดจาก 139 คลัง เพื่อส่งออกไปต่างประเทศ โดยกำหนดให้ยื่นเอกสารคุณสมบัติในวันที่ 21 กรกฎาคม 2559 ประกาศรายชื่อ

ผู้ผ่านคุณสมบัติและให้ยื่นซองเสนอซื้อวันที่ 25 ก.ค. 2559 ก่อนที่จะประกาศรายชื่อผู้เสนอราคาซื้อสูงสุดในแต่ละคลัง ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 เพื่อนัดหมายให้มาเจรจาต่อรองกับคณะทำงานดำเนินการระบายข้าว ซึ่งจะต่อรองด้วยความโปร่งใสทุกขั้นตอน และผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติต้องรับมอบข้าวและส่งออกตามกรอบเวลาที่กำหนด พร้อมแสดงเอกสารหลักฐานการส่งออกตามเงื่อนไขด้วย

“สถานการณ์ข้าวผลผลิตข้าวในประเทศผู้ผลิตสำคัญปรับตัวลดลง ไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการ ผลผลิตข้าวฤดูกาลใหม่กำลังจะทยอยออกสู่ตลาด จึงเป็นจังหวะดีที่ต้องเร่งระบายข้าวในสต๊อกเพื่อไม่ให้กระทบราคาตลาด และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายการเก็บรักษา และความเสื่อมสภาพของข้าว และช่วยผลักดันการส่งออกข้าวไทยเพิ่มมากขึ้น”

แหล่งข่าวในวงการค้าข้าว ตั้งข้อสังเกตว่า 1) การระบายข้าวครั้งนี้จำกัดให้เฉพาะเพื่อส่งออกเป็นการตัดโอกาสโรงสีไม่ให้แข่งขัน ก็จะมีแต่ผู้ส่งออกประมาณ 50-60 รายที่ขึ้นทะเบียนไว้ และที่ยื่นจริงน่าจะเป็นรายใหญ่ 10 ราย เช่น นครหลวงค้าข้าว เอเซียโกลเด้นไรซ์ พงษ์ลาภ เป็นต้น 2) ระดับราคาประมูลจะปรับตัวลดลง เพราะปริมาณซัพพลายออกสู่ตลาดต่อเนื่องและจำนวนผู้แข่งขันเสนอราคาน้อยลง

3) ยังมีปัญหาความไม่ชัดเจนของทีโออาร์ เช่น หากประมูลข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพไม่พร้อมส่งออก จะสามารถนำไปเปลี่ยนข้าวหอมมะลิใหม่ส่งออกแทนได้หรือไม่ หรือหากประมูลปลายข้าวไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตข้าว 25% เพื่อส่งออกจะทำได้หรือไม่ และต้องแสดงเอกสารใดประกอบเพื่อเป็นการยืนยันว่าส่งออกจริง 4) ความยุ่งยากของกระบวนการที่กำหนดให้แสดงเอกสารคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ และบังคับให้รับมอบเพื่อส่งออกให้ได้ภายใน 45 วัน และหากไม่เป็นไปตามกำหนดจะต้องเสียค่าปรับรายวัน ในอัตรา 25% ของมูลค่าข้าวที่ยังไม่ส่งออก

ด้านนายสมบัติ เฉลิมวุฒินันท์ ประธานบริษัท เอเซีย โกลเด้นไรซ์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทจะยื่นเสนอซื้อวิธีการนี้ แต่จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดหลักเกณฑ์การเสนอราคาก่อนว่ากำหนดหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง โดยข้อดีคือวิธีการนี้ยังเปิดให้สามารถเลือกคลังสินค้าที่จะซื้อได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ผู้ส่งออกจะเลือกคลังในพื้นที่ที่แต่ละรายถนัด ส่วนต้นทุนและค่าปรับปรุงยังคงใช้หลักการเดียวกับการประมูล ใครให้สูงสุดก็คงขายต่ำกว่าเกณท์ต่อรองไม่ได้เกณท์ไม่ขาย แต่วิธีนี้ยังไม่แน่ว่าจะทำให้ขายหมด 2.1 ล้านตันหรือไม่ เพราะตลาดช่วงนี้ไม่ค่อยเอื้อ และผู้ส่งออกยังไม่มั่นใจไม่รู้คุณภาพข้างในของคลังที่ซื้อว่าจะพร้อมปรับปรุงส่งออกหรือไม่ แต่ถ้าผ่อนให้ส่งมอบยาวขึ้นน่าจะเป็นทางออกที่ดี

นายวันนิวัฒน์ กิติเรียงลาภ รองประธานบริษัท พงษ์ลาภ จำกัด กล่าวว่า บริษัทจะยื่นซื้อด้วย แต่ยังอยู่ระหว่างประเมินคำสั่งซื้อว่าจะมีปริมาณเท่าไร

“รัฐประมูลขายให้ผู้ส่งออกต่อเนื่อง ข้าวยังไม่ได้ออกไปไหนแค่เปลี่ยนที่เก็บมาอยู่ที่เอกชน แต่ถ้าหากเราไม่ร่วมคู่แข่งร่วมยื่นและราคาต่ำลงไปกว่าการประมูลครั้งที่ผ่านมาจะส่งผลกระทบต่อราคาข้าวในตลาด จึงต้องยื่นราคาเพื่อรักษาเสถียรภาพไว้”

อย่างไรก็ตาม การระบายข้าวต่อเนื่องหลายครั้งของรัฐบาลส่งผลให้ปริมาณซัพพลายออกมามากจนทำให้ราคาส่งออกเอฟ.โอ.บี.ลดลงเฉลี่ยตันละ 5-10 เหรียญสหรัฐ ล่าสุดเหลือ ตันละ 340-350 เหรียญสหรัฐ จากครั้งก่อนที่ 358-360 เหรียญสหรัฐ