นโยบาย..ปะผุ 2563 วิกฤติข้าวไทย – จากข่าวไทยรัฐ

นโยบาย..ปะผุ 2563 วิกฤติข้าวไทย – จากข่าวไทยรัฐ

พ.ศ.2563 ถือเป็นปีแห่งวิกฤติของอุตสาหกรรมข้าวไทยอีกครั้ง

หลังจากเวียดนามส่งข้าว ST24 คว้ารางวัล World’s Best Rice ในการประกวดข้าวโลก 2019…จีนได้เปลี่ยนสถานะจากผู้นำเข้ารายใหญ่มาเป็นผู้ส่งออกรองจากอินเดีย

อีกทั้งเวียดนามและพม่าเริ่มส่งออกข้าวเพิ่มมากขึ้นตามมาติดๆ ในขณะที่ตลาดกลางค้าข้าวของโลกต้องการปริมาณข้าวเท่าเดิม

ต้นเหตุที่ทำให้ข้าวไทยในตลาดโลก แนวโน้มเริ่มส่งออกได้น้อยลง เพราะหลายประเทศเริ่มมีผลผลิตข้าวคุณภาพส่งออกในราคาที่ถูก หรือเป็นเพราะข้าวไทยคุณภาพเริ่มด้อยลง เป็นโจทย์ที่ต้องหาคำตอบ

รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองแห่งชาติ

รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองแห่งชาติ มองว่า ปัญหาข้าวไทยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายปี ไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าหลายประเทศมีข้าวคุณภาพดี แต่เป็นที่คุณภาพข้าวแม้ข้าวหอมมะลิจะมีความนุ่มเหมือนเดิม แต่กลิ่นกลับหอมน้อยลงไป คุณภาพความหอมที่หายไปส่งผลให้ตลาดจีนหันไปซื้อข้าวเวียดนามมากขึ้น มิหนำซ้ำปีที่ผ่านมา ข้าว ST24 จากเวียดนาม คว้าแชมป์ ข้าวโลกไปครอง ยิ่งทำให้ตลาดข้าวไทยสั่นคลอนมากขึ้น

เพราะเวียดนามมีการเตรียมพร้อมมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงพันธุ์ การส่งเสริมให้ชาวนาปลูกพันธุ์ ST24 เต็มพื้นที่เพื่อเตรียมโหมถล่มตลาดกลุ่มข้าวหอม

ในขณะที่ไทยยังหลงตัวเองว่าหอมมะลิไทยดีที่สุด ไม่มีข้าวชาติใดสู้ได้ จึงละเลยไม่ดูแลความหอมของข้าว และขายข้าวราคาสูงกว่าประเทศอื่น จึงทำให้ตลาดหดตัว ซึ่งในระยะยาวจะทำตลาดยาก

หลายประเทศมีนโยบายที่ชัดเจนในการวิจัยพัฒนาคุณภาพข้าว อย่างเวียดนามสามารถปรับปรุงคุณภาพความนุ่มได้เทียบเท่าข้าวหอมมะลิ ยังเหลือแต่ความหอมเท่านั้น หากปรับปรุงพันธุ์สำเร็จเมื่อไรตลาดข้าวหอมมะลิไทยสั่นคลอนแน่…ส่วนเขมรมุ่งมั่นพัฒนาข้าวหอมพันธุ์ผกามะลิ ซึ่งมี DNA เดียวกันกับหอมมะลิ 105 เพื่อให้คุณภาพใกล้เคียงกับเรา

ขณะเดียวกัน ประเทศจีนที่เรามองว่าเป็นฐานนำเข้าข้าวหลักจากไทย เวลานี้มุ่งมั่นพัฒนาข้าวหอมพันธุ์ต้าหัวเชียง ที่คุณภาพใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิไทย แต่ราคาซื้อขายถูกกว่าหอมมะลิ

สัญญาณการพัฒนาข้าวพื้นนุ่ม (ข้าวหอม) เริ่มสั่นรัวมากขึ้นจากรอบบ้าน รวมทั้งตลาดรองรับเองที่วันนี้มีการวิจัยปรับปรุงพันธุ์ ในขณะที่ไทยย่ามใจหลงตัวเอง ไม่มีการวิจัยพัฒนาเรื่องความหอม ให้กลับคืนมา…ทั้งที่เป็นเรื่องที่พูดกันมาหลายปีดีดัก

หนำซ้ำรัฐยังแก้ปัญหาต้นทุนการผลิตที่ผิดๆด้วยวิธีการจ่ายเงินสนับสนุน ในระยะยาวนอกจากรัฐจะจ่ายเงินไปได้นานแค่ไหน วิธีการนี้ยังทำให้อุตสาหกรรมข้าวไทยไม่เข้มแข็งไม่เติบโต

การแก้ปัญหาด้วยวิธีประกันรายได้ ยก ระดับราคา จ่ายส่วนต่าง ในอนาคตวงการข้าวไทย ล่มสลายแน่นอน เพราะชาวนาไม่มีความเข้มแข็ง ไม่มีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างแท้จริง

โดยเฉพาะสถานการณ์ข้าวในวันนี้ที่ตลาดข้าว เปลี่ยน แต่โครงการผลิตข้าว นโยบายดูแลอุตสาหกรรมข้าวไทยยังอยู่ในแพลตฟอร์มเดิมบนฐานความคิดแบบเดิมๆ ไม่ทันกับความเป็นพลวัตของตลาด

นโยบายข้าวไทยวันนี้ยังเป็นเพียงนโยบายปะผุ แก้ปัญหาในระยะสั้น ไม่นานข้าวไทยจะหลุดตลาดผู้ส่งออกอย่างแน่นอน

“ไทยมีข้าวหอมมะลิ 105 ที่ดีที่สุด แต่ไม่รู้จักนำมาพัฒนาให้เป็นพันธุ์การค้าที่มีผลผลิตต่อไร่สูง ในขณะที่เวียดนามเฝ้าจับตาข้าวไทยมาอย่างต่อเนื่อง มีการตั้งเป้าวางนโยบายอย่างมุ่งมั่น ทุก 2-4 ปีต้องพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ดีขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งปี 2560 เริ่มเห็นข้าวพันธุ์ใหม่ DT7 คุณภาพความหอมนุ่ม ใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิไทย ผลผลิต 1.2 ตัน/ไร่ แต่ราคาซื้อขายถูกว่าข้าวไทยครึ่งต่อครึ่ง ทำให้ตลาดเริ่มเปลี่ยนทิศหันไปซื้อข้าวหอมเวียดนาม”

ดร.วัลลภ มานะธัญญา ประธานบริษัท บางซื่อโรงสีไฟฟ้าเจียเม้ง จำกัด

ดร.วัลลภ มานะธัญญา ประธานบริษัท บางซื่อโรงสีไฟฟ้าเจียเม้ง จำกัด ชี้ให้เห็นปัจจัยหลักที่ทำให้ข้าวไทยเริ่มขายได้น้อย ในขณะที่เวียดนามส่งออกได้มากขึ้น คุณภาพใกล้เคียงกัน

แต่เราขายแพงกว่า ใครที่ไหนจะมาซื้อ หากไทยต้องการครองตลาดข้าว ต้องรักษาคุณภาพโดยเฉพาะในเรื่องความหอม…แม้ราคาสูงกว่าเพื่อนบ้านแต่สามารถครองตลาดพรีเมียมเกรดได้ เพราะชื่อเสียงข้าวไทยเป็นที่น่าเชื่อถือ

แต่หากยังละเลยกันอยู่อย่างนี้ อีก 3 ปีจากนี้ ข้าวไทยมีโอกาสถูกเบียดตกเวที กลายเป็นข้าวหอมในตำนานอย่างมิพักสงสัย.